Feeds:
เรื่อง
ความเห็น


ร้านนี้นะครับ มองจากมุมไกลๆก็จะเห็นแค่เป็นร้านขายกรอบพระ สร้อยพระธรรมดาๆนะครับ เพราะว่าที่ท่าพระจันทร์นั้นจะมีร้านขายส้อยคอพระ กรอบพระเยอะแยะเต็มไปหมดแต่ถ้าเราลองเดินเข้าไปไกล้ๆร้านป.เจริญแล้วก็ยังดูเป็นร้านธรรมดาอยู่ดีนั่นแหละ 55555+ แต่ว่าน่ะ ร้านนี้มีอะไรบ้าง ความเป็นมายังไงผมได้เม้าส์ทูเม้าส์กับคนขายมาโดยตรงเลยนะเอ้อ😀

โดยผมได้ทำการอนุญาติถ่ายรุปร้านกับเจ้าของร้านครับ เจ้าของร้านใจดีมากครับ เขาตอบว่า “เอิ่มมมม ถ่ายก็ถ่ายสิ” 555+ เหมือนคิดหนัก แต่จริงๆเขาเป็นคนใจดีทีเดียวนะครับ เขาได้เล่าให้ผมฟังว่าร้านนี้ก่อตั้ง ตั้งแต่รุ่นปู่ของคุณลุงเขาหนุ่มๆ โห่ ย้อนเวลาไปซัก 80 ปี คุณลุงบอกว่าตอนสมัยนั้นร้านกรอบพระ สร้อยคอพระในท่าพระจันทร์นั้นยังมีไม่กี่ร้าน

คุณลุงบอกว่าร้านในตอนนั้นที่ท่าพระจันทร์ยังมีไม่กี่ร้าน มีประมาณ 4-5 ร้านน่ะครับคุณลุงบอก แต่ละ้านก็จะมีข้อเด่นข้อด้อยของตัวเอง คุณลุงยังบอกว่าในตอนสมัยคุณปู่ของคุณลงเปิดร้านนั้น คุณลุงบอกว่าไม่ปู่ของคุรลุงบอกว่า ร้านของตระกูลเรานะดังมากน่ะ (ไม่งงนะครับ 555+) แล้วทีนี้ด้วยความดังของร้านขายกรอบพระ สร้อยคอพระ ที่มีราคาย่อมเยาว์ และคุณภาพดีนั้น ทำให้เกิดกระแสนิยมทำให้คนแถวท่าพระจันทร์ มาจับจองที่ทำการเปิดร้านขายสร้อยคอพระ กรอบพระ (ผมเดินเข้าถูกร้านจริงๆ 555+)

โดยภายในร้านปัจจุบัน ก็จะมีสร้อยคอพระให้เลือกหลายแบบทั้ง อลุมิเนียม เชือกถัก เยอะแยะพูดวันนี้ัก็ไม่หมด และกรอบพระแบบสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และยังมีอีกไม่อยากจะพูดต้องไปดูกันเอง 555+ ร้านของคุณลุงนั้นภายในอาจจะดูลกๆนะครับ แต่จริงๆแล้วสังเกตดีๆร้านของคุณลุงจะมีคนเดินมาซื้อสินค้าเรื่อยๆเลย แบบว่าไม่ขาดมือ ถึงแถวนั้นจะมีร้านเยอะก็เหอะ…

และสุดท้ายก่อนออกจากร้านของคุณลุง ผมก็ได้ถามคุณลุงว่า แล้วร้านเยอะแบบนี้เขาไม่แย่งกันขายหรอครับ คุณลุงบอกผมว่า เราไม่ได้แข่งกันที่จำนวนร้าน เราแข่งกันที่ราคาและคุณภาพ ถ้าของของเราดีเดียวคนก็รู้แล้วบอกต่อๆกันเองแหละ ผมถูกใจคำพูดลุงมาก อยากกด like ซัก 5 แสนที 555+

ใครที่อยากไปอุดหนุนร้านคุณลุงนะครับ ร้านคุณลุงตั้งอยุ่บริเวณถนนเลียบข้างธรรมศาสตร์ เลยมาจากท่าพระจันทร์หน่อยจะเห็นร้านขายกรอบพระ สร้อยคอพระเยอะๆ ร้านอยู่ไกล้ๆ รร.วัดมหาธาตุน่ะครับ ป้ายชื่อร้าน ป.เจริญ สีเีขียวๆ ใครจะเดินทางไปก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ ขอบคุณครับ😀


สวัสดีครับ : D วันนี้้เรามารู้จักกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกันนะครับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือส่วนหนึ่งของที่ประทับวังหน้า (พื้นที่พระราชวังของสมเด็จพระบวรราชเจ้าตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมามีอาณาเขตตั้งแต่บริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนามหลวงตอนเหนือ อนุสาวรีย์ทหารอาสา และโรงละครแห่งชาติในปัจจุบันครับ)

ภายในที่จัดแสดงนะครับ ก็จะแบ่งออกเป็น 3 หัวเรื่องใหญ่ๆ
1.ประวัติศาสตร์ชาติไทย จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
2.ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย จัดแสดงตามยุคสมัย คือ
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารส่วนหลัง ของ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
สมัยประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารใหม่ 2 หลัง ที่สร้างขนาบสองข้างของหมู่วิมานเมื่อ พ.ศ. 2510 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สมัยก่อนพุทธศักราช 1800 ได้แก่ สมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย และ สมัยลพบุรีจัดแสดงในอาคารมหาสุรสิงหนาท และส่วนที่ 2 คือ สมัยหลังพุทธศักราช 1800 เป็นต้นมา จนถึง สมัยรัตนโกสินทร์จัดแสดงในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์เขาเริ่มแสดงตั้งแต่เริ่มมีพระนครเลยนะเอ้อ
3.ประณีตศิลป์ และ ชาติพันธุ์วิทยา จัดแสดงในหมู่พระวิมาน คือ พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ และ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องทอง เครื่องถม เครื่องมุก เครื่องดนตรี เครื่องไม้จำหลัก ผ้าโบราณ เครื่องถ้วย เครื่องสูง ราชยานคานหาม อาวุธโบราณ เครื่องใช้ในพิธีพระพุทธศาสนา และ อัฐบริขารของสงฆ์ และ เครื่องการละเล่นต่าง ๆ เช่น หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นเล็ก และหนังใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมี ราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพ คือพระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตรราชรถ ราชรถน้อย และ เครื่องประกอบการพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ใช้ใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จัดแสดงใน อาคารโรงราชรถ เป็นของที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำกันทุกวัน😀

ประวัติโดยย่อนะครับ(อันนี้ผมเอามาจากแผ่นผ้ายหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ)
จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นที่พระที่นั่งราชฤดีซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ต่อมา เมื่อพระองค์ทรงสร้างพระอภิเนาว์นิเวศน์ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดฯ ให้ย้ายโบราณวัตถุและของแปลก ๆ มาไว้ยังพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ซึ่งนับเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ หรือ “รอยัล มิวเซียม” (Royal Museum) มิได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม
ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้นที่หอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน) เรียกว่า “มิวเซียม” หรือ “พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย” โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ซึ่งนับเป็นวันกำเนิดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย พิพิธภัณฑสถานตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลา 13 ปี จนกระทั่ง กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จทิวงคต พร้อมกันนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นเหตุให้พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า ว่างลง พระองค์จึงโปรดฯ ให้ย้ายพิพิธภัฑสถานมาจัดแสดงโดยใช้พื้นที่ของพระราชวังบวรฯ บางส่วน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2430 นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดฯ ให้มีการปรับปรุงพื้นที่เขตวังหน้าและให้ตัดพื้นที่บางส่วนไปใช้ในราชการทหารด้วย

ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ เหลือน้อยพระองค์ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรฯ เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานพระมหามณเฑียร ณ ขณะนั้นให้เป็นโรงทหาร จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดฯ ให้ย้ายโรงทหารไปอยู่ที่วังจันทรเกษม (บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบัน) ส่วนพระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรฯ ทั้งหมดจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครและหอสมุดพระวชิรญาณเพื่อจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2469 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477 นะครับนี่แหละจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ : )
ระเบียบปฏิบัติในการเข้าชม
ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ต้องแต่งกายให้เป็นที่เรียบร้อยและต้องไม่ปฏิบัติดังต่อไปนี้นะครับ
1.นำหีบห่อและสิ่งใด ๆ ที่อาจบรรจุปกคลุมปิดบังหรือซ่อนเร้นสิ่งของในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติออกไป เข้าไปในห้องจัดตั้งโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ
2.ก่อความรำคาญด้วยประการใด ๆ แก่เจ้าหน้าที่หรือผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
3.จับต้องหรือหยิบฉวยสิ่งของที่จัดตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
4.สูบบุหรี่ในห้องที่จัดตั้งโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
5.ขีด เขียน จารึก หรือทำความสกปรกแก่สิ่งของและอาคารสถานที่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
6.บันทึกภาพหรือเขียนรูปสิ่งของที่จัดตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยมิได้อนุญาตจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับเพราะปกติเราก็จะเข้ากันได้อยู่แล้ว ถ้าเราปฏบิตืตามกฎน่ะครับ : D

การบริการ
บริการนำชมเป็นหมู่คณะ โดยการนัดหมาย
บริการสื่อโสตทัศนศึกษา โดยการนัดหมาย
บริการให้ยืมนิทรรศการหมุนเวียน โดยการนัดหมาย
บริการให้ยืมภาพถ่าย โดยการนัดหมาย
บริการห้องสมุดทุกวันยกเว้นวันจันทร์-อังคาร (วันหยุดของพิพิธภัณฑ์)
บริการนำชมคนไทยทุกวันอาทิตย์ 2 รอบ ดังนี้ เวลา 10.00 น. และ 13.30 น. โดยอาสาสมัครพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
บริการนำชมภาษาต่างประเทศ โดยกลุ่มสตรีอาสาสมัคร
วันพุธ เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปุ่น
วันพฤหัสบดี เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน
เวลาทำการ09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ วันอังคาร(ก็อย่าไปกันจนเย็นมากล่ะได้จะอดชม : D) ท่องเที่ยวในเมืองไทยครึกคื้น เศรษบกิจคึกคัก ใครทืี่จะเดินทางที่เที่ยวที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนครก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ🙂

ตอนนี้จะเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวในการทำฝนหลวงครับ ซึ่งถ่ายทอดผ่านทางทีมทำฝนหลวงทีมหนึ่งที่ทำฝนหลวงอย่างเหน็ดเหนื่อยและไม่ย่อท้อและยังเชื่อมั่นในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ และพวกเขาเชื่อว่าจะต้องทำสำเร็จในสักวันอย่างแน่นอน พวกเขาพยายามหาทางทำให้เกิดฝน โดยที่พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ย่อท้อเช่นกัน




ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “จากฟ้าสู่ดิน” จะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชาวนาครอบครัวหนึ่งที่ไม่มีข้าวเนื่องประสบปัญหาต่างๆถึงจต้องคิดขายที่นาของตนเองและต้องเข้าไปทำงานในสังคมเมืองและถูกกดขี่ข่มเหงและสิ่งต่างๆทำให้นึกถึงที่นาของตนและได้กำลังใจจากในหลวงจึงคิดได้และกลับบ้านไปทำนาเช่นเดิมแต่คราวนี้ทำนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง




ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “อาม่า” จะมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับความเหน็ดเหนื่อยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทำงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมีผ่านทางอาม่าคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพราะที่ประเทศจีนขาดแคลนมากจึงย้ายมายังประเทศไทยและยังสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาม่าคนนนี้พยายามฝึกร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทำให้รู้ว่ามีคนอีกหลายคนที่ไม่ใช่คนไทยโดยกำเนิดยังแต่เทิดทูนในหลวงมากกว่าคนไทยโดยกำเนิดซะอีกภาพยนต์เฉลิมพระเกียรติเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ดีมาก คนไทยทุกคนควรจะชมกันแล้วจะรู้ว่าในหลวงเหนื่อยเพียงใดครับ




ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ “เหรียญของพ่อ”เนื้อเรื่องของครอบครัวครู ธานี รักษ์ภูมิ ที่ได้พระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงคือ ครูธานีเป็นครูดนตรีที่สอนอยู่ที่ภาคใต้และวันหนึ่งเขาได้ไปแสดงและได้รับเหรียญจากในหลวง ระหว่างทางกลับนั้นโดนถูกดักยิงจากผู้ก่อการร้ายแต่เขาไม่เสียชีวิตแต่ต้องเสียขาไป 1 ข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมอบเหรียญรางวัลให้ และในรุ่นลูกของครูธานีได้เป็นทหารตะเวนชายแดนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงช่วยชีวิตไว้ครอบครัวของครูธานีจึงแสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงให้เห็น ผมแนะนำให้มาดูกันนะครับเพราะมีเนื้อหาดีมาก




ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 5 ธ.ค. 2553 นี่เป็นภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติที่มีชื่อตอนว่า “แผ่นดินของเรา” ซึ่งเนื้อเรื่องจะนำเพลงในพระราชนิพนธ์เพลงต่างมาทำให้เป็นหนังสั้นที่สื่อความหมายของเพลงออกมาในรูปแบบการแสดงและได้เชิญดารา นักร้อง นักแสดง มาร่วมแสดงมีหลายคน ได้แก่ 1.มีเรีย เบเบเดดตี้ 2.เรืองศักดิ์ รอยชูศักดิ์ 3.สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว 4.สุนารี ราชสีมา 5.นัททิว 6.สิงโต 7.ธงไชย แมคอินไตย และเพลงในพระราชนิพนธ์อีกถึง 6 เพลง